news & Articles
“สังคมคนสูงอายุ ข่าวร้ายคนไทย”

เห็นนักวิชาการหลายคนได้ ออกมาเตือนกันถึงอนาคตของประเทศไทยว่าจะมีปัญหาของคนสูงอายุในอีกไม่นานข้างหน้านี้ งั้นวันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า

คำถามเริ่มแรกเลยในสากลเขาเอาตัวไหนเป็นตัววัดว่าประเทศนั้นๆ มีปัญหาคนสูงอายุแล้ว

ตัววัดว่าประเทศไหนมีปัญหาคนสูงอายุ องค์การสหประชาชาติกำหนดนิยามของประเทศที่ม่ีปัญหาคนสูงอายุ หรือประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุคือประเทศที่ม่ีประชากร อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เกิน 10% ของประชากรทั้งหมด จัดว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเมื่อไหร่มีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป เกิน 20% ของประชากรทั้งหมดก็จัดว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์

คำถามแล้วประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุยัง

ประเทศไทยเขาสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน คือในปี 2548 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 10.3% ของประชากรทั้งประเทศ จึงนับเป็นปีแรกที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุตามนิยามขององคการสหประชาชาติ ถัดมาอีก 10 ปีคือ ปี 2558 สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 14% และคาดว่าอีก 10 ปีขางหน้า ไทยจะมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน หรือ 19.8% ซึ่งจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ของสหประชาชาติ และอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะมีสัดส่วนผู้สู้งอายุสูงถึง 25.1% ของประชากรไทยทั้งประเทศ หรือพูดง่ายๆ ทุก 4 คนจะมีคนสูงอายุ 1 คน

คำถาม แล้วมีคนสงอายุเยอะๆแล้ว จะมีปัญหาอะไร

เอาง่ายๆ ก็เหมือนหลายๆ บ้านท่ีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้สูงอายุ ตัวเองก็ยังทำงาน ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ภาระ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก เพราะหาเงินคนเดียวแต่ต้องเลี้ยงคนถึง 3 รุ่น โอกาสที่บ้านนั้นจะมีเงินเก็บ มั่งคั่งั่ ร่ํ่ารวยก็ลดน้อยลง สังคมผู้สูงอายุของไทยก็แบบเดยวกันในปี 2548 ที่ไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นมีสัดส่วนประชากรวัยทำงาน เฉลี่ย 6-7 คน ต่อประชากรสงอายุ 1 คน แต่ในปัจจุบันปี 2558 สัดส่วนวัยทำงานที่จะรับหน้าที่ดูแลประชากรสูงอายุลดลง เหลือ 5 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน และ ในปี 2568 ลดลงเหลือ 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน จากนั้นในปี 2578 หรือ 20 ปีขางหน้า มีประชากรวัยทำงาน เพียง 2 คน ที่จะมารับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซ้ําร้ายไปกว่านั้นสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI ยงเปิดเผยว่าในอีก 30 ปีไทยจะมีคนสูงอายุถึง 36% ของประชากร ทั้งประเทศเราลองนึกถึงตอนนั้น คนที่ทำงานหาเงนมีน้อยลง แต่คนที่ต้องการใช้เงินมีมากขึ้น และหากเราเองเป็นคนสูงอายุ ในตอนนั้นเราคิดว่าโอกาสที่เราจะมี คุณภาพชีวีตที่ด่ีมีมากน้อยแคไหน

คำถาม แล้วตอนนี้คนสูงอายุ มีปัญหาเรื่องเงินหรือไม่

จากบทความของ ผศ.ดร.ศุภเจตน์ จันทร์สาส์นเมื่อปี 2557 พบว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออมโดยมีผู้สูงอายุเพียง 34.6% เท่านั้นที่ม่ีเงินออม (ไม่มีเงินมอมถึง 65.4%) โดย 34% ของผู้ที่ม่ีเงินออมนี้มีเงินออมไม่ถึง 100,000 บาท ซึ่งถ่ึอว่าน้อยมาก สำหรับการที่จะอาศัยเงินออมเป็นแหล่งรายได้ในการดำรงชีวิต รวมทั้งใช้เป็นเงินทุน ในยามฉุกเฉิน และมีผู้สูงอายุเพียง 6% ท่ี่สามารถอาศัยเงินบำเหน็จบํานาญเป็นรายได้หลักและมีเพียง 2.6% ที่สามารถอาศัยดอกเบี้ยเป็นรายไดหลักสองกลุมนี้ถือได้ว้าเป็นผู้สูงอายุที่ม่ีการเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ

จากปัญหาการไม่มีเงินออมหรือไม่เงินออมนี้อยู่ทำให้ผู้สูงอายุถึง 38.3% ยังคงต้องทำงานสูง และมี 35.1%  ที่อาศัยรายได้จากการทำงานเป็นรายได้หลักในการดำรงชีวิต 40.1% ตองพึ่งพาและอาศัยเงินจากลูกเป็นรายได้หลักแต่ปัญหา คือรายได้จากลูกนูี้เป็นแหล่งรายได้ที่ ไม่ยั่งยืน เพราะคนวัยแรงงานของประเทศไทยมีสัดส่วนน้อยลงเรื่อยๆ จากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างที่กล่าวมาแล้วอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือมีผู้สูงอายุ 11.4% ที่อาศัยเบี้ยยังชีพจากภาครัฐเป็นรายได้หลักซึ่งทราบกันดีว่าเบี้ยยังชีพนี้มีจำนวนไม่กี่ร้อยบาท จึงเป็นไปได้ยากที่ ผู่้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีความเป็นอยู่ที่ด่ีได้

แล้วเราจะป้องกันปัญหาการเงินของเราหลังเกษียณอย่างไร

วิธิป้องกันปัญหาคนแก่เยอะ คนทํางานน้อยก็คือ เพิ่มคนทำงานให้มากขึ้นพูดง่ายๆ คือ สนับสนุนให้คนมีลูกมากขึ้นเรื่องนี้เราคงจํากันได้ในปี 2556 มีอาจารย์ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหน่ึ่งเสนอแนวคิดให้ประเทศไทย แก้ไขปัญหาอัตราการเจริญพันธ์ต่ำ และแนวโน้มขาดแคลนแรงงานในอนาคต ด้วยการออกนโยบายสนับสนุนให้คนไทย มีลูกเพิ่มขึ้น เช่น โครงการลูกคนแรก โดยรัฐช่วยสนับสนุนค่าเลี้ยงดูลดภาษีสำหรับครอบครัวที่ม่ีลูกคนที่ 2 และ 3 และให้เรียกเก็บภาษีคนโสด คนไม่มีลูก เพื่อลดภาระงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการในอนาคต ประเด็นนี้ถูกคน ในสังคมออนไลน์มองว่า เป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคล โดยใช้ภาษีเป็นเคร่องมือตอนนั้นอาจารย์ ท่านนั้นถูกโจมตี ทางสื่อออนไลน์หนักมาก แต่มาถึงตอนนี้ก็มีข่าวว่ากรมสรรพากรกําลังพิจารณาขยายการลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท (ถ้าเรียนหนังสือได้เพิ่มอีกคนละ 2000 บาท) จากเดิมกำหนดไม่เกิน 3 คน เป็นไม่จํากัดจำนวนบุตร ก็เพราะ เหตุผลนี้เช่นกัน

แต่วิธีให้คนมีลูกมากขึ้นก็อาจไม่ได้ผลโดยเพิ่มสิทธิ ลดหย่อนภาษีคงไม่ได้ผลเท่าไหร่นักเพราะสิทธิ ประโยชน์ที่ได้มันน้อยมากเมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายกับการต้องดูแลเด็ก 1 คนตลอดชีวิต และเท่าที่สังเกตดูคนสมัยนี้ก็มีลูก เฉลี่ยคนละ 1 – 2 คน หลายคนเลือกไม่มีลูกด้วยซ้ำ ไม่เห็นมี ใครอยากใช้สิทธิทางภาษีลดหย่อนลูกให้ครบ 3 คนเลย

คำถาม ถ้าไม่อยากมีลูกเยอะ เราก็จะเจอปัญหาการเงินหลังเกษียณ แล้วจะแก้ไขอย่างไร

หากจะหวังพึ่งสวัสดิการของรัฐบาลผมกอยากให้ดูปัญหาที่กร่ีซเป็นตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าประเทศไทย จะเป็นเหมือนกรีซแต่อยากจะให้ดูไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า ความไม่แน่นอนในชีวิตมีอยู่เสมอ แม้จะมีสวัสดิการจากภาครัฐแต่ก็ไม่มีสิ่งอะไรยืนยันกับเราได้ว่า สวัสดิการจะมีต่อไปเรื่อยๆ หากในอนาคตเกิดรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือมีเหตุจำเป็นให้งดหรือลดสวัสดิการผู้สูงอายุ (ุ เหมือนอย่างที่ผู้สู้งอายุชาวกรีซเจอตอนนี้) เราจะอยู่อย่างไร

ดังนั้นเป้าหมายที่ดีสำหรับการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ ก็คือเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเราเองหรือที่นักการเงินฝรั่งเรียกว่า YOYO (You are on your own.) การจะอยู่ได้ด้วยตัวเองก็คือต้องมีเงินเก็บที่มากพอสำหรับใช้ยามเกษียณ แล้ววันนี้เราเก็บเงินมากพอสำหรับใช้ยามเกษียณหรือยัง???