อนาคตองค์กรที่มีแต่บุคลากร Generation Z จะเป็นอย่างไรอีก 10 ปีข้างหน้า:

สภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันประสบปัญหาทุกทิศ ไม่ว่าจะเป็นการตกต่ำของเศรษฐกิจโลก การเมืองที่ผันผวน การแก้ปัญหาคอรัปชั่น เมื่อทิศทางทิศเศรษฐกิจเปลี่ยน ภาคการศึกษาและภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดงาน และวัฒนธรรมที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน 

ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ ภาคธุรกิจที่เคยมีวัฒนธรรมเดียวได้เปลี่ยนเป็นองค์กรหลากหลายวัฒนธรรมไปแล้ว ธุรกิจที่คนไทยเคยเป็นเจ้าของชาติเดียว ขณะนี้มีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาถือหุ้น ปัจจัยเหล่านี้กระทบกับภาคการศึกษาอย่างรุนแรง เกิดเป็นแรงผลักดันให้คนไทยที่กำลังศึกษาอยู่วิ่งออกนอกระบบการศึกษาไทยที่ผันผวนและล้าสมัย 

ข้อมูลจากฝ่ายบุคคลเปิดเผยว่า มีผู้สมัครจบจากโรงเรียนนานาชาติ และจบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ปัจจุบันผู้ปกครองส่งลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติตั้งแต่ Kindergarten เพื่อรองรับอนาคตของชาติเหล่านี้ เนื่องจากโรงเรียนนานาชาติมีหลักสูตรต้นแบบ 2 หลักสูตรใหญ่ๆ คือหลักสูตรอังกฤษ และ หลักสูตรอเมริกา ทั้งสองหลักสูตรไม่มีการท่องจำ แต่สอนให้เด็กคิดและสร้างสรรค์ เลือกวิชาที่อยากเรียนได้ตามใจปรารถนา มีสังคมที่เป็นสากล ได้คบเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ กล้าพูดกล้าแสดงออก เมื่อจบมาก็ไปเรียนต่อต่างประเทศได้โดยไม่ต้องติวแบบหามรุ่งหามค่ำ ทางเลือกส่งลูกหลานเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนานาชาติจึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ

องค์กรที่มีบุคลากรที่เป็นนักเรียนนอก จบจากโปรแกรมอินเตอร์ หรือ จบจากโรงเรียนนานาชาติ จะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกับบุคลากรที่ได้รับการศึกษาภาคไทยอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น การออกความคิดเห็นในที่ประชุม การปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน และความรวดเร็วในการปฏิบัติหน้าที่ บุคลากรที่จบจากโปรแกรมอินเตอร์จะมีวิธีคิดที่แตกต่าง มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าพูด กล้าทำ ไม่ยึดติดอยู่กับกลุ่ม เป็นตัวของตัวเอง หากมองอย่างไม่วิเคราะห์ บุคลากรเหล่านี้ก็จะถูกมองว่าเอาตัวรอด เห็นแก่ตัว ไม่เกรงใจคนอื่น พูดแรง หากมองเชิงบวก บุคลลากรเหล่านี้เป็นที่พึงพอใจของเจ้านาย โดยเฉพาะเจ้านายที่เป็นนักเรียนนอกเหมือนกัน เพราะพวกเขาทำงานเร็ว และทำงานมีประสิทธิภาพ 

ผู้บริหารควรปรับเปลี่ยนวิธีบริหารบุคลากรรุ่นใหม่ไฟแรงเหล่านี้ เพราะเขาทำงานโดยยึดหลักการและเหตุผล บุคลากรที่เป็นนักเรียนนอกควรปรับเปลี่ยนการวางตัวเช่นกันเพราะการทำงานที่เมืองไทย บุคลากรควรรักษาวัฒนธรรมไทยไปพร้อมๆ กับการทำงานแบบฝรั่ง บุคลากรก็ควรศึกษามารยาทอันงดงามของคนไทย การให้เกียรติกันในที่ทำงาน การเคารพผู้ที่มีอาวุโสกว่า ไม่ควรทำงานข้ามหัวผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วในองค์กรและจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า องค์กรต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีบริหารบุคลากร ศึกษาทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหาร บุคลากร Generation Z (เกิดช่วงปี 1995-2012) บุคลากรเหล่านี้ต่างจากคนรุ่นเก่า (Baby boomer) ตรงที่พวกเขาใช้อินเตอร์เน็ตตั้งแต่เยาว์วัย ไม่ใช้ชีวิตแบบเสี่ยง มีเหตุผล และมีความมุ่งมั่นในการทำงาน นักวิจัยบางคนมองว่าบุคลากร Generation Z จะนำความเสียหายมาสู่องค์กร นั่นคือการตัดสินคนแบบไม่มีเหตุผล ผู้บริหารควรใช้วิจารณญาณในการคัดเลือกบุคลากร เมื่อถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นการทำงานของบุคลากร Generation Z องค์กรควรเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จขององค์กร 

ดร. ณัฏฐพร กองพลพรหม
ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรม Train For You

read more
news & Articles
ประกาศ!!! เงินบาทแข็งค่าที่สุดในเอเชีย กระทบชีวิตคนไทยอย่างไร

ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 7.5% เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทมีอัตราการแข็งค่ามากที่สุดและเร็วที่สุดในเอเชีย และแข็งค่าสูงเป็นอันดับต้นๆ สกุลหนึ่งของโลก จากสถานการณ์ดังกล่าว มีการตั้งคำถามว่า หากเงินบาทแข็งค่าไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร และคนไทยได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบกับราคาสินค้าที่ต้องจ่าย

เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นที่รู้จักกันดีว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้า หากค่าเงินในประเทศผู้นำเข้าสินค้า “แข็งค่า” ราคาสินค้านำเข้าจะปรับลดลง หมายความว่า หากซื้อสินค้าดังกล่าวก็จะได้ราคา “ลดลง” ตรงกันข้ามหากค่าเงินในประเทศผู้นำเข้าสินค้า “อ่อนค่า” ราคาสินค้านำเข้าที่ผู้ซื้อต้องจ่ายจะ “เพิ่มขึ้น”

กระทบกับอัตราเงินเฟ้อ

ประเทศที่อยู่ในภาวะค่าเงิน “อ่อนค่า” และเป็นประเทศนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรับกับภาวะอัตราเงินเฟ้อและป้องกันไม่ให้ค่าเงินอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้

ตรงกันข้ามหากค่าเงิน “แข็งค่า” สามารถกดดันอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำและส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดเสถียรภาพทางการเงิน หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าวเครื่องมือที่ช่วยลดแรงกดดันคือ การใช้นโยบายการเงินด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวและให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มสูงขึ้น

กระทบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้

ค่าเงิน “แข็งค่า” อย่างรวดเร็วและเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินลดลงตาม สถาบันการเงินจึงสามารถลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจกู้ยืมเพื่อนำไปลงทุนสูงขึ้นจากต้นทุนกู้ยืมลดต่ำลง ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำลงจะช่วยลดแรงจูงใจ​ผู้ออมเงินที่นำมาฝากเอาไว้ อาจนำไปลงทุนในช่องทางอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ หุ้น หรือนำไปใช้แทน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น

กระทบกับพอร์ตลงทุน

บริษัทที่มีฐานรายได้ในรูปสกุลเงินดอลล่าร์และยังมีบริษัทย่อยในต่างประเทศอีก เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มว่าจะแข็งค่าต่อไปอีก อาจมีผลต่อยอดขายและกำไรที่ได้รับเข้ามา เพราะเมื่อแลกเป็นเงินบาทจะได้รับน้อยลง เช่น ต้นปี 1 ดอลล่าร์ แลกได้ 35 บาท วันนี้แลกแล้วเหลือ 33 บาท

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าในหุ้นกลุ่มเกษตรและอาหาร โดยอิงสมมติฐานค่าเงินบาท 35 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ พบว่าถ้าเงินบาทแข็งค่าทุกๆ 1 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์ ส่งผลให้กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มนี้ปรับลดลง 4.4% และทำให้กำไรสุทธิหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ลดลง 5.8%

ดังนั้น หากนักลงทุนมีหุ้นทั้งสองกลุ่มนี้อยู่ในพอร์ตอาจจะต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงจากปัจจัยการแข็งค่าของเงินบาท ถ้าประเมินแล้วจะส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานและต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น อาจจะพิจารณาการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์  

กระทบกับผู้ประกอบการ

หากเงิน “แข็งค่า” ขึ้น ธุรกิจที่ต้องนําเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศจะซื้อวัตถุดิบหรือเครื่องจักรได้ถูกลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดต่ำลง ตรงกันข้ามผู้ส่งออกจะได้รับผลเสียจากการได้รับรายได้และผลกำไรจากการส่งออกลดลง และเมื่อมีรายได้ลดลงอาจนำไปสู่การตัดสินใจลดกำลังการผลิต และอาจจะส่งผลกระทบต่อการลดการจ้างงานลง 

“สังคมคนสูงอายุ ข่าวร้ายคนไทย”

เห็นนักวิชาการหลายคนได้ ออกมาเตือนกันถึงอนาคตของประเทศไทยว่าจะมีปัญหาของคนสูงอายุในอีกไม่นานข้างหน้านี้ งั้นวันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันดีกว่า

คำถามเริ่มแรกเลยในสากลเขาเอาตัวไหนเป็นตัววัดว่าประเทศนั้นๆ มีปัญหาคนสูงอายุแล้ว

ตัววัดว่าประเทศไหนมีปัญหาคนสูงอายุ องค์การสหประชาชาติกำหนดนิยามของประเทศที่ม่ีปัญหาคนสูงอายุ หรือประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุคือประเทศที่ม่ีประชากร อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เกิน 10% ของประชากรทั้งหมด จัดว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและเมื่อไหร่มีประชากร อายุ 60 ปีขึ้นไป เกิน 20% ของประชากรทั้งหมดก็จัดว่าเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์

คำถามแล้วประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุยัง

ประเทศไทยเขาสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน คือในปี 2548 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 10.3% ของประชากรทั้งประเทศ จึงนับเป็นปีแรกที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุตามนิยามขององคการสหประชาชาติ ถัดมาอีก 10 ปีคือ ปี 2558 สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 14% และคาดว่าอีก 10 ปีขางหน้า ไทยจะมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน หรือ 19.8% ซึ่งจะเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ของสหประชาชาติ และอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะมีสัดส่วนผู้สู้งอายุสูงถึง 25.1% ของประชากรไทยทั้งประเทศ หรือพูดง่ายๆ ทุก 4 คนจะมีคนสูงอายุ 1 คน

คำถาม แล้วมีคนสงอายุเยอะๆแล้ว จะมีปัญหาอะไร

เอาง่ายๆ ก็เหมือนหลายๆ บ้านท่ีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้สูงอายุ ตัวเองก็ยังทำงาน ลูกก็ยังเรียนไม่จบ ภาระ ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก เพราะหาเงินคนเดียวแต่ต้องเลี้ยงคนถึง 3 รุ่น โอกาสที่บ้านนั้นจะมีเงินเก็บ มั่งคั่งั่ ร่ํ่ารวยก็ลดน้อยลง สังคมผู้สูงอายุของไทยก็แบบเดยวกันในปี 2548 ที่ไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นมีสัดส่วนประชากรวัยทำงาน เฉลี่ย 6-7 คน ต่อประชากรสงอายุ 1 คน แต่ในปัจจุบันปี 2558 สัดส่วนวัยทำงานที่จะรับหน้าที่ดูแลประชากรสูงอายุลดลง เหลือ 5 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน และ ในปี 2568 ลดลงเหลือ 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน จากนั้นในปี 2578 หรือ 20 ปีขางหน้า มีประชากรวัยทำงาน เพียง 2 คน ที่จะมารับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซ้ําร้ายไปกว่านั้นสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI ยงเปิดเผยว่าในอีก 30 ปีไทยจะมีคนสูงอายุถึง 36% ของประชากร ทั้งประเทศเราลองนึกถึงตอนนั้น คนที่ทำงานหาเงนมีน้อยลง แต่คนที่ต้องการใช้เงินมีมากขึ้น และหากเราเองเป็นคนสูงอายุ ในตอนนั้นเราคิดว่าโอกาสที่เราจะมี คุณภาพชีวีตที่ด่ีมีมากน้อยแคไหน

คำถาม แล้วตอนนี้คนสูงอายุ มีปัญหาเรื่องเงินหรือไม่

จากบทความของ ผศ.ดร.ศุภเจตน์ จันทร์สาส์นเมื่อปี 2557 พบว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออมโดยมีผู้สูงอายุเพียง 34.6% เท่านั้นที่ม่ีเงินออม (ไม่มีเงินมอมถึง 65.4%) โดย 34% ของผู้ที่ม่ีเงินออมนี้มีเงินออมไม่ถึง 100,000 บาท ซึ่งถ่ึอว่าน้อยมาก สำหรับการที่จะอาศัยเงินออมเป็นแหล่งรายได้ในการดำรงชีวิต รวมทั้งใช้เป็นเงินทุน ในยามฉุกเฉิน และมีผู้สูงอายุเพียง 6% ท่ี่สามารถอาศัยเงินบำเหน็จบํานาญเป็นรายได้หลักและมีเพียง 2.6% ที่สามารถอาศัยดอกเบี้ยเป็นรายไดหลักสองกลุมนี้ถือได้ว้าเป็นผู้สูงอายุที่ม่ีการเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณ

จากปัญหาการไม่มีเงินออมหรือไม่เงินออมนี้อยู่ทำให้ผู้สูงอายุถึง 38.3% ยังคงต้องทำงานสูง และมี 35.1%  ที่อาศัยรายได้จากการทำงานเป็นรายได้หลักในการดำรงชีวิต 40.1% ตองพึ่งพาและอาศัยเงินจากลูกเป็นรายได้หลักแต่ปัญหา คือรายได้จากลูกนูี้เป็นแหล่งรายได้ที่ ไม่ยั่งยืน เพราะคนวัยแรงงานของประเทศไทยมีสัดส่วนน้อยลงเรื่อยๆ จากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างที่กล่าวมาแล้วอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือมีผู้สูงอายุ 11.4% ที่อาศัยเบี้ยยังชีพจากภาครัฐเป็นรายได้หลักซึ่งทราบกันดีว่าเบี้ยยังชีพนี้มีจำนวนไม่กี่ร้อยบาท จึงเป็นไปได้ยากที่ ผู่้สูงอายุกลุ่มนี้จะมีความเป็นอยู่ที่ด่ีได้

แล้วเราจะป้องกันปัญหาการเงินของเราหลังเกษียณอย่างไร

วิธิป้องกันปัญหาคนแก่เยอะ คนทํางานน้อยก็คือ เพิ่มคนทำงานให้มากขึ้นพูดง่ายๆ คือ สนับสนุนให้คนมีลูกมากขึ้นเรื่องนี้เราคงจํากันได้ในปี 2556 มีอาจารย์ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหน่ึ่งเสนอแนวคิดให้ประเทศไทย แก้ไขปัญหาอัตราการเจริญพันธ์ต่ำ และแนวโน้มขาดแคลนแรงงานในอนาคต ด้วยการออกนโยบายสนับสนุนให้คนไทย มีลูกเพิ่มขึ้น เช่น โครงการลูกคนแรก โดยรัฐช่วยสนับสนุนค่าเลี้ยงดูลดภาษีสำหรับครอบครัวที่ม่ีลูกคนที่ 2 และ 3 และให้เรียกเก็บภาษีคนโสด คนไม่มีลูก เพื่อลดภาระงบประมาณในการจัดสรรสวัสดิการในอนาคต ประเด็นนี้ถูกคน ในสังคมออนไลน์มองว่า เป็นการละเมิดสิทธิ ส่วนบุคคล โดยใช้ภาษีเป็นเคร่องมือตอนนั้นอาจารย์ ท่านนั้นถูกโจมตี ทางสื่อออนไลน์หนักมาก แต่มาถึงตอนนี้ก็มีข่าวว่ากรมสรรพากรกําลังพิจารณาขยายการลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท (ถ้าเรียนหนังสือได้เพิ่มอีกคนละ 2000 บาท) จากเดิมกำหนดไม่เกิน 3 คน เป็นไม่จํากัดจำนวนบุตร ก็เพราะ เหตุผลนี้เช่นกัน

แต่วิธีให้คนมีลูกมากขึ้นก็อาจไม่ได้ผลโดยเพิ่มสิทธิ ลดหย่อนภาษีคงไม่ได้ผลเท่าไหร่นักเพราะสิทธิ ประโยชน์ที่ได้มันน้อยมากเมื่อเทียบกับภาระค่าใช้จ่ายกับการต้องดูแลเด็ก 1 คนตลอดชีวิต และเท่าที่สังเกตดูคนสมัยนี้ก็มีลูก เฉลี่ยคนละ 1 – 2 คน หลายคนเลือกไม่มีลูกด้วยซ้ำ ไม่เห็นมี ใครอยากใช้สิทธิทางภาษีลดหย่อนลูกให้ครบ 3 คนเลย

คำถาม ถ้าไม่อยากมีลูกเยอะ เราก็จะเจอปัญหาการเงินหลังเกษียณ แล้วจะแก้ไขอย่างไร

หากจะหวังพึ่งสวัสดิการของรัฐบาลผมกอยากให้ดูปัญหาที่กร่ีซเป็นตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าประเทศไทย จะเป็นเหมือนกรีซแต่อยากจะให้ดูไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า ความไม่แน่นอนในชีวิตมีอยู่เสมอ แม้จะมีสวัสดิการจากภาครัฐแต่ก็ไม่มีสิ่งอะไรยืนยันกับเราได้ว่า สวัสดิการจะมีต่อไปเรื่อยๆ หากในอนาคตเกิดรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือมีเหตุจำเป็นให้งดหรือลดสวัสดิการผู้สูงอายุ (ุ เหมือนอย่างที่ผู้สู้งอายุชาวกรีซเจอตอนนี้) เราจะอยู่อย่างไร

ดังนั้นเป้าหมายที่ดีสำหรับการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ ก็คือเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเราเองหรือที่นักการเงินฝรั่งเรียกว่า YOYO (You are on your own.) การจะอยู่ได้ด้วยตัวเองก็คือต้องมีเงินเก็บที่มากพอสำหรับใช้ยามเกษียณ แล้ววันนี้เราเก็บเงินมากพอสำหรับใช้ยามเกษียณหรือยัง???

 

ผลกระทบของ EEC ที่มีต่อการว่าจ้างงานในภูมิภาค ปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสาร

Eastern Economic Corridor (EEC)

EEC คือโครงการพัฒนา 3 จังหวัดภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเติบโตของ Asian Economic Community (AEC)

 

เมื่อเกิดโครงการพัฒนานี้ขึ้นจะเกิดความต้องการแรงงานของ 3 พื้นที่รวมกัน 8,500 อัตรา แบ่งเป็น ชลบุรี 4,480 อัตรา ฉะเชิงเทรา 1,475 อัตรา และระยอง 2,534 อัตรา งาน 5 อันดับประเภทแรงงานที่ต้องการมากที่สุดในเขตเศรษฐกิจ EEC คือ

1) งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 1,499 อัตรา

2) งานวิศวกรรม 967 อัตรา

3) งานขาย 795 อัตรา

4) งานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน 433 อัตรา

5) งานบัญชี/การเงิน 348 อัตรา

 

แรงงานเหล่านี้ควรพูดภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่จะเกิดขึ้น เช่น การบิน ดิจิทัล การแพทย์ เทคโนโลยี พลังงานชีวภาพ หุ่นยนต์ การท่องเที่ยว เป็นอุตสาหกรรมหลักที่ต้องการบุคลากรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน

 

ในอีก 20 ปีข้างหน้า EEC จะเป็นประตูหรือ Gateway สำคัญของนักลงทุนสู่ พม่า เขมร ลาว ทั้งยังเป็นประตูเชื่อมไปจีนตะวันตก จีนตอนใต้และอินเดีย การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือและการเข้าใจซึ่งกันและกันแบบยั่งยืน หากดูในแผนพัฒนาเศษฐกิจแห่งชาติทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปัญหาหลักที่พบในคนไทยที่ทำให้ไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็นสักทีคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ

 

คนไทยพูดภาษาอังกฤษเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ได้ โดยอ้างอิงจากคะแนนภาษาอังกฤษที่วัดมาตรฐานการพูดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทย) ซึ่ง World Economic Forum เปิดเผยว่า จากการสำรวจค่าเฉลี่ยการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษรวม 19 ประเทศ ประเทศไทยคืออันดับที่ 15 ที่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ โดยมีค่าเฉลี่ย 47.21% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่ต่ำมากหรือ Very low ค่าเฉลี่ยการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษของคนไทยต่ำกว่ามาตรฐานถึง 8.73% จากค่าเฉลี่ยการพูดภาษาอังกฤษ 55.94% หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบนี้  อันดับ 1 ประเทศ สิงคโปร์สื่อสารได้ (63.52%) อันดับ 2 มาเลเซีย (60.70%) อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ (60.33%) ตามลำดับ เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรจึงจะสื่อสารให้ทัดเทียมนานาประเทศที่มาลงทุนในบ้านเรา

 

วิธีการแก้ปัญหามีอยู่ 2 วิธีใหญ่ๆ ได้แก่ แก้ที่ต้นเหตุ คือแก้ทั้งระบบการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาช่วงประถมวัย ตลอดไปจนถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาภาคบังคับ และแก้ที่ปลายเหตุ คือฝึกอบรมพนักงานให้พูดภาษาอังกฤษให้คล่องโดยจัดการอบรมอย่างสม่ำเสมอในเวลางาน หรือหลังเลิกงาน ผู้บริหารไม่ควรมองข้ามปัญหาและอุปสรรคด้านการสื่อสารเหล่านี้ เนื่องจากข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เน็ตถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และถูกค้นหาเป็นภาษาอังกฤษถึง 66% ( สถิติจาก Internet World Statistics) หากบุคลากรชาวไทยปรับปรุงความสามารถด้านภาษาอังกฤษได้ องค์กรก็จะก้าวหน้ายิ่งขึ้น อัตราการพัฒนาเศษฐกิจในประเทศก็จะสูงขึ้นตามลำดับ

 

ดร. ณัฏฐพร กองพลพรหม

ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรม Train For You